ชีวิตไม่ติดกระจก
ช่วงนี้ย้ายมาอยู่บ้านใหม่
ได้ห้องเล็กๆใต้หลังคา ที่ไม่ขี้เหร่
ใน ช่วงเวลาอากาศดีดีแบบนี้
มันก็ทำให้ชีวิตที่กำลังยาก ดูง่ายขึ้นมาหน่อย
ห้อง ใหม่ไม่มีอะไรมาก
นอกจากที่นอนและที่ล้างหน้า
ส่วนห้องครัวไม่มี
และ ห้องน้ำก็เป็นส่วนรวม
ฉันไม่ถือสาความอลังการเท่าไหร่นัก
ชีวิตก็ มีความสุขได้ด้วยปัจจัยอื่นอยู่ดี
ดีซะอีก เงินทองที่ประหยัดได้
ก็ จะทำให้เหลือใช้ไปพจญอะไรหลายๆอย่างต่อไป
ทีนี้เมื่อมาพิจารณาข้าว ของทั้งหลายที่มีติดตัว
ก็ต้องนั่งขำอยู่คนเดียว
อาทิตย์ที่ผ่านมา เหมือนคนเพิ่งมาอยู่
หิ้วหมอน หาผ้าปูเตียง ขนหม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ กาต้มน้ำ
แม้กระทั่งจานชาม ช้อนซ้อม เซตใหม่ทั้งหมด
อยู่มาสิบ กว่าเดือน
ไม่มีอะไรซักอย่าง พับผ่าซิ
ตลกตัวเอง
เมื่อทุก อย่างเรียบร้อย
อะไร อะไรก็เหมือนจะดีขึ้นไปตามลำดับสมควร
เว้น แต่ว่า ตอนนี้ไม่มีกระจก
ไม่ได้สนใจหน้าตาตัวเองมาหลายวันแล้ว
ห้องน้ำ ที่นี่ก็ไม่มีกระจก
ซักห้อง
ไปหาตามห้างร้าน ( charity shops หรือร้านมือสอง)
ก็ยังไม่เจอ (มือหนึ่งถ้าไม่ตาดีก็แพงเว่อร์)
เอ่อ นี่มันช่วงเทศกาลขาดส่งกระจกหรืออย่างไร
ช่วงนี้ก็เริ่มติดงาน ติดห้อง ติดขี้เกียจ
จนทำให้หมดความสนใจตามกระจก ไปแปปนึง
หน้าก็ยัง ไม่ต้องแต่งเพราะไม่ได้ออกไปไหนจริงจัง
เลยทำให้ไม่ได้ดู หรือน่าจะ ไม่จำเป้นต้องดูกระจกมาสามสี่วัน
ก็แปลกดี
เวลาแต่งตัว
ก็ เหมือนเรารุ้อยู่แล้วว่าอะไรเข้าไม่เข้ากับเรา ยังไง แบบไหน
เดาว่าอะไร ใส่แล้วสวย ไม่สวย
ใช้ความเคยชิน ก้มๆเงยๆ จัด และกะ อยุ่ในใจ (คือจินตนาการเอา ฮ่าๆ)
ทำให้รุ้สึกว่า เวลาขาดอะไรที่มันคุ้นเคยไปจากชีวิตประจำวัน
สัญชาติญาณความคุ้นเคยที่ ไม่ต้องมองก็เห็น
การกระทำ หรือความคิดมันไม่ได้ขาดไปด้วย
(สำหรับ หนุ่มๆ เรื่องหนวดเคราอันนี้คงเป็นอีกประเด็น)
แล้วพอไม่เห็นอะไรที่ คุ้นเคย
เมื่อเห็นอีกทีมันอาจจะเจอกับความแตกต่างบางอย่างก็ได้
สุด แท้ไปตามแต่ละคน
บางทีชีวิตคนเรา
มันคงไม่จำเป็นที่ต้องเห็นสิ่ง ที่คุ้นเคยเสมอไป
เพราะมันจะทำให้เราไม่เห็นความแตกต่างของอะไรหลายๆ อย่าง
หรือ บางอย่างเลย
ชีวิตไม่ติดกระจกซะบ้าง
ก็คงจะไม่เสีย หายอะไรหรอกมั้ง
เพราะกระจก มันก็มีอยู่ทั่วๆไปรอบๆตัวเราอยุ่ดี
-
-
-
*เขียนมาตั้งแต่ต้นเดือนจนตอนนี้มีกระจกซะแล้ว ฮ่า ฮ่า
ก็เอาไว้ส่อง ชะโงกดูตัวอีกทีหนึ่ง